บทที่ 4
ผลการศึกษาค้นคว้า
ผลการศึกษาค้นคว้า
สำนวน คือ ถ้อยคำที่เรียบเรียงขึ้นโดยมีความหมายพิเศษ ไม่ตรงกับความหมายที่ใช้ตามปกติทั้งนี้อาจจะเป็นคำที่มีความหมายโดยนัย หรือ ความหมายในเชิงเปรียบเทียบเป็นลักษณะคำพูดที่รวมใจความยาวๆ ให้กะทัดรัดบางส่วนอาจหมายถึงสุภาษิตและคำพังเพยด้วย
สุภาษิต คือ คำพูดที่ถือเป็นคติ มีความลึกซึ้งใช้สั่งสอนถือเป็นการวางแนวและแสดงค่านิยมของมนุษย์มาแต่โบราณกาล เช่น สุภาษิตสอนหญิง สุภาษิตพระร่วง ก็มีข้อความสั่งสอนที่ค่านิยมของสมัยนั้นๆไว้อย่างชัดเจนตลอดจนพุทธสุภาษิตคำสั่งสอนตามแนวทางพระพุทธศาสนา
คำพังเพย คือ เป็นคำเปรียบเทียบเรื่องต่างๆ เนื้อใช้ติชม ซึ้งสะท้อน ถึงความคิด ความเชื่อถือและค่านิยม อันเป็นลักษณะของคนไทย เช่น ค่านิยมในการยกย่องผู้อาวุโส เคารพครูบาอาจารย์และนิยมความสุภาพอ่อนโยน
สุภาษิต
คำพังเพย สำนวนไทย ที่ได้จากการศึกษายกตัวอย่างมาเพียงข้างต้น
คนในสมัยโบราณถือว่า
” ข้าวใหม่ปลามัน ” คือข้าวที่เก็บเกี่ยวในครึ่งปีหลัง
เป็นข้าวที่ดีกว่าข้าวเก่า และปลาเป็นอาหารคู่กับข้าว ” ปลามัน
” หมายถึงปลาในฟดุน้ำลดมีมันมาก รับประทานอร่อย
จึงมาผูกเป็นสำนวนพังเพยเปรียบเทียบเช่น สามีภรรยาที่เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ ๆ
ย่อมจะอยู่ในระหว่างกำลังเสพสุขสมรสมีรสชาติ
2.
เรือล่มในหนอง
ทองจะไปไหน
ความหมายของสำนวนนี้
หมายถึงการที่จะต้องเสียอะไรไปสักอย่างแต่ไม่มีทางที่จะต้องสูญเปล่าแล้ว
ก็ไม่ต้องวิตกทุกข์ร้อน ย่อมจะมีทางได้คืน
เปรียบเหมือนเรือบรรทุกที่ไม่เกิดล่มในหนองเล็ก ๆ หรือ แคบ ๆ ในวงจำกัด ทองก็คงจมอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหนเช่น
ยอมลงทุนเสียเงินเสียทอง เพื่อแต่งงานกับคนมีเงินด้วยกัน
ทุนที่ลงไปในการแต่งงานก็คงจะไม่สูญเปล่าเพราะทุนไปกองอยู่ด้วยกัน
3.
กำขี้ ดีกว่า กำตด
ความหมายว่า
ได้ในสิ่งที่เห็นหรือเป็นของได้แน่
ดีกว่าคิดอยากได้ในสิ่งหรือของที่ไม่เห็นเหมือนไม่มีตัวตน
การกินการอยู่ใครไม่สู้พ่อ การพายการถ่อพ่อไม่สู้ใคร :
สำนวนนี้อธิบายความหมายอยู่ในตัวแล้วแสดงว่า
เรื่องกินแล้วเก่งจนไม่มีใครสู้แต่ถ้าเรื่องงานแล้วยอมแพ้
ซึ่งแปลว่าขี้เกียจนั้นเอง
4.
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
ความหมายอย่างเดียวกับที่ว่า
”
ดูช้างให้ดูที่หาง ดูนางให้ดูที่แม่ ”
เพราะมีความหมายว่า ลูกย่อมไม่แตกต่างไปจากพ่อแม่แต่ถ้าพูดว่า ” ลูกไม้หล่นไกลต้น ”
ความหมายก็อยู่ในลักษณะตรงกันข้าม แปลว่า ลูกที่มีนิสัยหางไกลหรือแตกต่างกับพ่อแม่
5.
เห็นเขาขึ้นคานนั่ง
เอามือประสานรัดก้น
ความในสำนวนนี้
แปลว่า เห็นคนอื่นเขานั่งคานหาม มีคนหามไป ตัวเองก็เอามือประสานกันเข้า ช้อนใต้กัน
เป็นทำนองว่า ตนก็นั่งคานหามเหมือนกันเป็นความหมายถึงการแสดงความทะเยอทะยาน
ใฝ่สูงเกินศักดิ์ อยากจะทำตัวตามอย่างผู้สูงศักดิ์กับเขาบ้าง
6.
ตีงูให้หลังหัก
คำพังเพยสำนวนนี้
เป็นคำเตือนสติให้เราได้รับรู้ว่า
เมื่อจะทำอะไรก็ต้องตัดสินใจทำโดยเด็ดขาดหรือจริงจังลงไป อย่าทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ
มิฉะนั้นผลร้ายจะเกิดขึ้นได้ภายหลัง เปรียบได้กับการที่จะตีหรือกำจัดงูพิษ
เราก็ต้องตีให้ตาย หรือให้ถึงขนาดหลังหักไปเลย
มันจะได้สิ้นฤทธิ์กลับมาทำร้ายเราไม่ได้
7.
งูเห็นนมไก่
ไก่เห็นตีนงู
คำพังเพยสำนวนนี้
จะพูดสลับกัน คือเอาประโยคหลังขึ้นก่อนก็ได้ว่า ” ไก่เห็นตีนงู
งูเห็นนมไก่ ” เพราะความหมายสัมพันธ์กัน
ซึ่งตามธรรมชาติแล้วเราจะไม่เคยได้เห็น ” ตีนงู ” หรือ ” นมไก่ ” เลย
เพราะงูไม่มีตีนและไก่ก็ไม่มีนม ความหมายของสำนวนจึงแปลว่า
คนสองคนต่างคนต่างเห็นหรือรู้เรื่องเดิมหรือรู้ความในกันดี แต่คนอื่นอาจไม่เห็น
หรือไม่รู้เรื่องของคนสองคนนี้เลย เช่น
คนสองคนทำตนเป็นคนมั่งมีหรือมีความรู้สูงเพื่ออวดคนอื่น ๆ
แต่ทั้งสองคนนี้ต่างรู้ไส้กันดีว่าแท้จริงแล้วต่างคนต่างไม่มีเงิน
หรือไม่มีความรู้เลยเมื่อมาพบกันเข้าจึงเท่ากับว่า ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
8.
พกหินดีกว่าพกนุ่น
คำว่า
”
พกหิน ” หมายถึง ใจคอหนักแน่น
เปรียบเหมือนเอาหินหนัก ๆ มาไว้กลับตัว ส่วน ” พกนุ่น ”
หมายถึง ใจเบา หรือหูเบาเอนเอียงง่าย เพราะนุ่นเป็นของเบา
สำนวนนี้จึงหมายถึง ทำใจคอให้หนักแน่นไว้ดีกว่าหูเบาหรือใจเบา หลงเชื่อคำของคนอื่น
9.
เอาหัวดินต่างตีน
จะทำให้แปลกพิสดารออกไปอย่างไรก็ไม่ยอมเชื่อ
หรือไม่เชื่อเป็นเด็ดขาด แต่สำนวนนี้มักเอามาใช้เป็นคำพนันขันต่อ เป็นทำนองว่า ” ถ้าลือทำได้ อั๊วยอม เอาหัวเดินต่างตีน ”
10. ดอกกระดังงาไทย
ไม่ลนไฟไม่หอม
ตามความหมายของสำนวนอย่างหนึ่งว่า
สิ่งใดก็ตามถ้าปล่อยทิ้งไว้เปล่า ๆ
หรือไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เป็นสิ่งธรรมดาไม่ดีหรือไม่เลว แต่ถ้าไปทำให้มีเรื่องขึ้น
กลับดูเหมือนจะทำให้ดีกว่าเก่ายิ่งขึ้นกว่าเดิม ตามความหมายดังกล่าวนี้
เราจึงมักจะเอามาใช้เป็นสำนวนเปรียบเปรยว่า
หญิงสาวบางคนที่บริสุทธิ์นั้นดูเป็นสิ่งธรรมดาไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นหรือแปลก
แต่ถ้าได้แต่งงานหรือมีสามีเสียครั้งหนึ่งแล้ว เลิกร้างกันกลับกลายเป็น ” แม่หม้ายเนื้อหอม ” ไปได้ เปรียบกับดอกกระดังงาไทย
เมื่อเอามาลนไฟด้วยเทียนขี้ผึ้งจะมีกลิ่นหอมแรงขึ้น.
11. เขียนเสือให้วัวกลัว
ตามธรรมชาติ
เท่าที่รู้จักกันอยู่ว่า วัวเป็นสัตว์ที่กลัวเสืออยู่มาก
แม้จะมีรูปร่างใหญ่โตกว่าเสือก็ตามแต่ และวัวมักจะเป็นเหยื่อเสือเสียส่วนมาก
เขาจึงเอามาเป็นสำนวนพังเพยเปรียบเทียบถึง
การที่ทำอะไรอย่างหนึ่งเพื่อให้เป็นการข่มขู่อีกฝ่ายหนึ่งไว้ก่อนให้กลัว เรียกว่า ” เขียนเสือให้วัวกลัว
12. รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี
ถ้ารักวัวก็ให้ผูกล่ามขังไว้
มิฉะนั้นวัวจะถูกลักพาหรือหนีหายไปส่วนรักลูกให้เฆี่ยน ก็หมายถึงให้อบรมสั่งสอนลูกและทำโทษลูกเมื่อผิด
13. ไม่รู้จักเสือ
เอาเรือเข้ามาจอด ไม่รู้จักมอดเอาไม้เข้ามาแหย่
ทั้งสองสำนวนนี้
แปลว่า
การทำอะไรที่แสดงความเซ่อเขลาของตนโดยไม่พิจารณาเสียก่อนมักมุ่งหมายไปในทำนองที่ว่า
ไปต่อสู้หรือแข่งขันกับคนที่เขาชำนาญกว่าหรือเก่งกว่า โดยไม่รู้ว่าเป็นใคร
เช่นหลงไปเล่นการพนันกับนักพนันที่เก่งและชำนาญเข้าโดยไม่รู้จัก
เปรียบได้กับเอาเรือเข้าไปจอดในป่าที่มีเสือดุ ๆ
หรือเอาไม้เข้าไปแหย่ให้มอดกัดกินเล่นสบาย
14. ขนมพอผสมกับน้ำยา
ที่มาของสำนวนคำพังเพยนี้เข้าใจว่ามาจาก
”
ขนมจีนน้ำยา ” ที่เราเคยรับประทานกันมาแล้ว
คือ ขนมจีนกับน้ำยาจะต้องผสมให้เข้ากันหรือได้ส่วนพอเหมาะ
จึงจะรับประทานอร่อยเรียกว่าเวลาตักน้ำยาราดขนมลงบนขนมจีน
ต้องกะส่วนให้พอลงคลุกผสมกับขนมจีนได้พอเหมาะ
หรือให้มีสัดส่วนเข้ากันพอดีทั้งสองฝ่าย
เมื่อรับประทานแล้วเกิดอร่อยไม่ใช่ว่าขนมจีนอร่อย
หรือน้ำยาอร่อยแต่อร่อยด้วยกันทั้งสองอย่าง เรียกว่า ” พอดีกัน
” จึงเกิดเป็นสำนวนที่ตีความหมายเอาว่า
ทั้งสองฝ่ายต่างพอดีกัน จะว่าข้างไหนดีก็ไม่ได้.
15. น้ำร้อนปลาเป็น
น้ำเย็นปลาตาย
น้ำร้อนหมายถึงคนที่ปากร้ายแต่จิตใจไม่ร้ายย่อมไม่เป็นพิษภัย
ส่วนน้ำเย็นหมายถึงคนปากหวานหลอกให้คนหลงเชื่อง่าย ๆ ย่อมมีอันตรายได้
16. เนื้อหมูไปใส่เนื้อช้าง
มีความหมายถึงการที่เอาข้างที่มีอยู่น้อยกว่าอยู่เดิม
ไปเติมให้แก่ข้างที่มีมากกว่าอยู่ก่อนแล้ว
ทำให้ข้างที่มีมากกว่าก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไม่สมกัน หรือเปรียบอีกทางหนึ่งว่า
เอาเงินจากคนจนไปถมให้กับคนมั่งมีที่มีอยู่แล้วมากขึ้นอีก.
17. เนื้อเข้าปากเสือ
ลงว่า
เนื้อตกเข้าไปอยู่ในปากเสือ หรือ เสือเอาปากขม้ำเข้าไว้แล้ว
เนื้อย่อมไม่มีทางรอดเปรียบได้กับคนที่ตกเข้าไปอยู่ในที่เป็นอันตรายหรือตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดกว่า
หลอกให้เชื่อแล้วก็หาทางรอดได้ยาก
18. ตีตนไปก่อนไข้
สำนวนคำพังเพยนี้หมายถึง
การได้ข่าวหรือได้แต่เพียงรู้ว่า จะมีอะไรที่ไม่ดี หรือข่าวร้ายเกิดขึ้นกับตัว
โดยที่ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้
แต่ก็ชิงแสดงอาการทุกข์ร้อนหวาดกลัว หรือวิตกกังวลไปเสียก่อนแล้ว
ทำให้หมดกำลังใจหรือกำลังความคิดที่จะคิดป้องกันไว้ก่อน
เรียกว่าไข้ยังไม่ทันมาถึงเลย ตัวเองก็ชิงเป็นไข้เสียก่อน
เพราะความกระวนกระวายหรือตกใจนั่นเอง.
19. ไก่กินข้าวเปลือก
สำนวนคำพังเพยประโยคนี้
ถ้าพูดให้เต็มความก็ต้องพูดว่า ” ตราบใดที่ไก่ยังกินข้าวเปลือกอยู่
ตราบนั้นคนเราก็ยังอดกินสินบนไม่ได ”
เข้าใจว่าเป็นคำพังเพยของจีน ๆ เอามาใช้เป็นภาษาของเขาก่อน
แล้วไทยเราเอามาแปลเป็นภาษาไทยใช้กันอยู่มากในสมัยก่อน ๆ.
20. กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี
สำนวนคำพังเพยประโยคนี้เป็นสำนวนเก่า ซึ่งอาจจะมีมาจากครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ได้ เพราะปรากฏมีหลักฐานในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนเถรกวาดแก้แค้นพลายชุมพลตอนหนึ่งด้วยว่า ” คนดีไม่สิ้นอยุธยา ” สำนวนนี้เป็นความหมาย ที่อธิบายอยู่ในตัวแล้ว ” คนดี ” ก็คือคนเก่งหรือผู้มีความสามารถในทางต่อสู้และความคิดอยู่พร้อม อย่าชะล่าใจนักจักเสียที
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น